ไปเจอมา.........

**ว่าด้วยทัศนคติ**

คนโง่ดูหมิ่นความดี
มองโลกในแง่ร้ายด้านเดียว
จึงได้รับแต่สิ่งชั่วร้าย และชีวิตตกต่ำ
ยามพบสิ่งดีจะไม่เข้าใจ จึงมักพลาดโอกาสใหญ่

คนฉลาดชอบทำดีและติดดี
มักมองโลกในแง่ดีด้านเดียว
จึงได้รับแต่สิ่งดีโดยมาก
ครั้นพบสิ่งชั่วร้าย จะทนไม่ได้ ทำใจไม่เป็น
ต้องถอยหนี ดวงใจแตกร้าว
ชีวิตจึงระคายเคืองและมีปฏิฆะเร้นลึก

คนเจ้าปัญญาละชั่วเด็ดขาด และทำดีเป็นนิสัยโดยไม่ติดดี
ละแม้ความดีเข้าสู่ความบริสุทธิ์
จึงเห็นที่สุดแห่งความเป็นจริงแท้แห่งโลกว่า
ทุกสิ่งในโลกมีทั้งคุณ โทษ และความเป็นกลางอยู่
จึงบริหารสถานการณ์ได้ และทำใจได้ในทุกภาวการณ์

ว่าด้วยการวิพากษ์วิจารณ์

คนโง่ มัววิพากษ์วิจารณ์ นินทาคนอื่น
คนอื่นจึงเจริญ แต่ตนเสื่อม
และเพราะไม่จริงใจกับใคร จึงไม่มีใครจริงใจด้วย
เขาคือมิตรเทียม และย่อมมีแต่มิตรเทียม

คนฉลาดมัววิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างที่เป็น
โดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ตนต้องเป็นไป
จนไม่พอใจตัวเอง จนต้องถล่มทลายตนเนืองๆ
คนอื่นจึงมักไม่เข้าใจเขา และเคียงข้างเขาด้วยความกังขา

คนเจ้าปัญญา ย่อมไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร
ด้วยแจ่มแจ้งว่า ทุกคนย่อมเปลี่ยนไป
เขาย่อมเลี่ยงคนที่ชอบวิจารณ์ตนและคนอื่น
ทุกคนจึงสบายใจที่จะอยู่ใกล้เขา
เขาย่อมเป็นมิตรแห่งตน และมีมิตรที่แท้มั่นคง


ว่าด้วยความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์

คนโง่ มัวมองแต่ความชั่วร้ายในคนอื่น
จึงหยิบยื่นแต่โทษให้แก่กัน
และได้รับความทุกข์ตรม ระทมใจเป็นของกำนัล

คนฉลาด มองแต่ความดีในคนอื่น
จึงหยิบยื่นคุณค่าให้แก่กัน
และได้ความสุขระคนทุกข์ จากความคาดหวังเป็นของกำนัล

คนเจ้าปัญญา มองทั้งความดีและความชั่วในตัวทุกคน
พยายามควบคุมโทษแม้เล็กน้อยที่อาจเกิดระหว่างกัน
ปฏิสัมพันธ์ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
จึงได้รับความเจริญ และความอบอุ่นอันยั่งยืนเป็นของกำนัล


ว่าด้วยสำนึกในส่วนรวม

คนโง่ คิดแต่เรื่องส่วนตัว
ทำอะไรก็เพื่อตนเอง
แม้อาจทำให้คนอื่นเสียหาย
จึงเป็นที่รังเกียจ สังคมไม่ต้องการ

คนฉลาด คิดแต่เรื่องส่วนรวม
ทำอะไรก็เพื่อส่วนรวม
แม้อาจทำให้ตนเสียหาย
สังคมต่างต้องการ แต่ตนไม่อาจตั้งอยู่ได้

คนเจ้าปัญญา คิดแต่เรื่องคุณธรรม
ทำอะไรก็เพื่อประโยชน์สุขทุกฝ่ายในทุกกาลเวลา
จึงเป็นที่ต้องการของทุกฝ่าย
ในขณะที่เขาอาจจะไม่ต้องการใครเลย


ว่าด้วยอิทธิพล

คนโง่ ทำอะไรก็อ้างผู้อื่น
ความรับผิดชอบจึงไม่เต็มเปี่ยม
ไว้ใจไม่ได้เต็มที่

คนฉลาด ทำอะไรก็อ้างอุดมคติ
แม้หวังดีจริงแต่มักเพ้อเจ้อ
แม้ไว้ใจได้ในเรื่องความหวังดี
แต่วางใจไม่ได้เต็มที่ในเรื่องความพอดี

คนเจ้าปัญญา ทำอะไรก็คำนึงถึงประโยชน์ที่เป็นไปได้
และพาทุกฝ่ายสู่เป้าหมายร่วมกัน
จึงไว้วางใจได้มากที่สุด


ว่าด้วยการสั่งสอน

คนโง่ ชอบสอนความโง่ของคน
ด้วยการก่นด่าส่วนที่โง่ของเขา
ยิ่งสอนจึงยิ่งโง่ ทั้งคนสอนและคนถูกสอน

คนฉลาด ชอบสอนความฉลาดของคน
โดยการกระตุ้นให้คิด พูด ทำอย่างชาญฉลาด
จึงเกิดบรรยากาศสร้างสรรค์ ได้สิ่งใหม่ๆเสมอ
ยิ่งสอนจึงยิ่งแตกฉาน และสนุกสนานทั้งคนสอนและคนถูกสอน

คนเจ้าปัญญา ชอบสอนโดยไม่สอน
ด้วยการนำผู้ถูกสอนไปสู่แหล่งกำเนิดปัญญาโดยแท้ เพื่อให้รู้เอง
จนรู้จริงและรู้ยิ่งๆขึ้นไปถึงที่สุด
ยิ่งสอนจึงยิ่งล้ำค่า และร่าเริงในสัจจะอันยิ่ง
และได้มหาปราชญ์เป็นเพื่อนร่วมทางอีกมากมาย


ว่าด้วยคุณค่าแท้

คนโง่ ยึดถือถ้อยคำ
จึงได้แค่ความจำอันฉาบฉวย

คนฉลาด ดูดซับความหมาย
จึงได้ความเข้าใจอันลึกซึ้ง

คนเจ้าปัญญา กลั่นคุณค่าแห่งความหมายเป็นคุณสมบัติแห่งตน
จึงได้พัฒนาการอันยิ่งใหญ่

********************************
 
วิชาความจริงของชีวิต : ตอนที่๑ ความหมายของชีวิต


ชีวิต ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 เป็นคำนาม หมายความว่าความเป็นอยู่ตรงกันข้ามกับคำว่า "อชีวะ" หรือ "อชีวิต" คือ ความไม่มีนชีวิตหรือความตายเพราะสิ้นกาย ไออุ่น และวิญญาณ ฉะนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของตนเองจะทำให้เข้าใจข้อเท็จจริง คุณค่า ความสำคัญ ความเป็นไปและความควรจะเป็นแห่งชีวิตของตนได้อย่างถูกต้อง


พระ เทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ) ได้กล่าวถึงชีวิตในมุมมองที่แตกต่างกันว่า “เรื่องของชีวิตคืออะไรนี้ มันก็มีหลายแง่หลายมุม , ถ้ามองในแง่วัตถุชีวิตก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ถ้ามองในแง่จิตใจก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามองในแง่ธรรมะสูงสุด มันก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง แต่เราก็เอาความหมายธรรมดา ๆ นี่ว่า ชีวิตคือความที่ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ นี้มันคืออะไร ? ด้วยคำถามต่อไปอีกว่าเพื่ออะไร ? เพื่อทำอะไร ? (ธรรมะสำหรับครู : 182)


จา การตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตตามทรรศนะของท่านพุทธทาสภิกขุทำให้เราทราบลึกลงไป อีกว่าชีวิตมีจุดหมายปลายทาง มิใช่แต่เพียงสักว่ามีอยู่ เป็นอยู่เท่านั้น ซึ่งจุดหมายปลายทางของชีวิตดังกล่าวคือ ความอยู่รอดซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติหรือเดินตามกฎธรรมชาติ ความอยู่รอดดังกล่าว หมายถึง การรักษาชีวิตของตนเองและรวมไปถึงการอยู่รอดของผู้อื่นในแวดวงเดียวกันด้วย ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของหมู่สัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการดูแลรักษาเผ่า พันธุ์ของตนให้อยู่รอดด้วยการหาอาหารและป้องกันภัยให้แก่ลูกน้อยและบริวาร ของตน ดังนั้นความอยู่รอดจึงเป็นเป้าหมายของชีวิตในระดับสากลทั้งในคน สัตว์ และพืช


ประโยชน์ของการรู้ความจริงของชีวิต


พระธรรม ปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับคนที่รู้ความจริงของชีวิต (2520 : 21) ว่า “คนที่มีความมั่นใจในชีวิตของตน จนไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้ต่อความตาย ก็เพราะได้ดำเนินชีวิตของตนอยู่อย่างดีที่สุดและได้ใช้ชีวิตนั้นให้เกิดคุณ ประโยชน์คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นอยู่อย่างผู้มีชัย ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต


ความหมายของคำว่าคน


ท่าน พุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงคนในความหมายมนุษย์ว่า “เมื่อพูดถึงคำว่า คน ก็ขอให้ยึดถือเอาความหมายของคำว่ามนุษย์ นั่นแหละเป็นหลัก คำว่า มนุษย์ นี้แปลว่า ผู้มีใจสูง


ตามทรรศนะของท่านพุทธทาส คำว่า “คน” มีความหมายได้ในสองแง่ คือ แง่ภาษาคนและแง่ภาษาธรรม โดยท่านให้พิจารณาดู ดังนี้


1. พิจารณาดู “คน” ในแง่ภาษาคน


คน คืออะไร ? ในภาษาคน ก็คือคนเป็นคนตามความรู้สึกของเราแล้วก็ถือว่าเป็นยอดสุดของวิวัฒนาการ จะกล่าวไปในทางวัตถุร่างกาย เขาก็ถือกันว่า มนุษย์นี้เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุด วิวัฒนาการตั้งต้นมาตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว เป็นสัตว์ในน้ำเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์บก เป็นสัตว์ขึ้นไปบนฟ้า เป็นอะไรไปทั่วโลก แล้วก็มาสูงสุดอยู่ที่ความเป็นคน เลยถือว่า คนเป็นยอดสุดของวิวัฒนาการตามวิชาการทางวิทยาศาสตร์


2. พิจารณาดู “คน” ในแง่ภาษาธรรม


เมื่อ คนมีวิวัฒนาการทางด้านร่างกายอันสูงสูดกว่าสัตว์ ดังนั้น จึงแสวงหาความแตกต่างของตนเองกับสัตว์ต่าง ๆ ทีนี้มาพิจารณาดูคนในแง่ภาษาธรรมหรือด้านจิตใจ คนเราก็ได้เคยพยายามกันในส่วนนี้ จนกระทั่งเกิดบุคคลชนิดที่เราเรียกกันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ค้นพบความมีจิตใจที่ประเสริฐที่สุด อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง แล้วก็สอนให้คนอื่นเป็น แล้วปฏิบัติตามได้ด้วย ก็มีความเป็นคนทางจิตใจเกิดขึ้น ซึ่งดีกว่าสัตว์ สูงกว่าสัตว์ ประเสริฐกว่าสัตว์โดยแท้จริง


ลักษณะของความจริง ความจริงมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงสุด ซึ่งต้องอาศัยสติปัญญาและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้วาง แนวทางไว้จึงจะสามารถเข้าถึงความจริงได้


เนื่องจากความจริงเป็น นามธรรม จึงต้องอาศัยความรู้เข้าไปศึกษาและอธิบายลักษณะของสิ่งที่เรากำลังพูดถึง เกี่ยวกับเนื้อแท้ของมัน ซึ่งมีคำที่ใช้เป็นสื่ออยู่ 3 คำด้วยกัน คือ ข้อเท็จจริง ความจริง และความเป็นจริง


1. ข้อเท็จจริง (Fact ) หมายถึง ความรู้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยประจักษ์ทางประสาทสัมผัสทั้งหน้า ได้แก่ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส และกาย กับสัมผัส


2. ความจริง (Truth) หมายถึงสิ่งที่เป็นสากล กล่าวคือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นจริง (Reality) เช่น เรารู้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นความจริงจากการพิสูจน์ตรวจสอบด้วยหลักแห่งเหตุผล เช่น คนทุกคนต้องตาย ใครก็ตามที่เป็นคน เขาจะต้องตายแน่นอน


3. ความเป็นจริง (Reality) หมายถึง ความจริงสูงสุด หรือความจริงสมบูรณ์ หมายถึงธรรมชาติแท้ ๆ ของสรรพสิ่งตลอดโครงสร้าง กำเนิด และพัฒนาการของสิ่งนั้น ความจริงสูงสุดดังกล่าวนี้ต้องเป็นจริงที่ตายตัวแน่นอน เป็นอมตะและเป็นนิรันดร เช่น สภาพของจักรวาล สภาพของจิตวิญญาณ เป็นต้น


ทฤษฎีว่าด้วยความจริง


การ ที่จะตัดสินว่าอะไรจริงหรือไม่ น่าเชื่อถือหรือไม่ อาจใช้ทฤษฎีว่าด้วยความจริงเป็นเครื่องมือในการตัดสิน และทฤษฎีว่าด้วยความจริง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันดังต่อไปนี้


1. ทฤษฎีสหนัย (Inherence Theory) คือ ทฤษฎีที่ถือว่า การที่จะถือว่า ข้อความใดข้อความหนึ่งเท็จจริงหรือไม่ ให้ดูว่าข้อความนี้สอดคล้องกับข้อความอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกันหรือไม่ ถ้าสอดคล้องกัน ข้อความนั้นก็เป็นจริง ถ้าขัดแย้งกันข้อความนั้นก็ไม่เป็นจริง เช่นถ้ามีใครพูดว่า "นายแดงต้องตายแน่" เราก็ต้องยอมรับคำพูดนี้จริง เพราะความรู้เดิมมีอยู่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องตาย แดงก็ต้องกตายเพราะแดงเป็นสิ่งที่มีชีวิต ทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวข้องกับวิธีหาความรู้แบบนิรนัย (Deduction)


2. ทฤษฎีสมนัย (Correspondence Theory) คือทฤษฎีที่ถือว่า การที่จะถือว่าความรู้ใดเป็นความรู้ที่ถูกต้องเป็นจริงก็ต่อเมื่อความรู้ นั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ เช่น การที่เราจะยอมรับว่า "น้ำบริสุทธิ์เดือดที่อุณหภูมิ 100 องศา" ก็ต่อเมื่อเราได้ทดลองเอาน้ำไปใส่กาต้มดู ดังนั้นสิ่งที่ค้ำประกันว่า ความรู้ถูกต้องเป็นจริง คือการที่ความรู้นั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวข้องกับการหาความรู้แบบอุปนัย (Induction)


3. ทฤษฎีปฏิบัตินิยม (Pragmatism) คือทฤษฎีที่ถือว่า เกณฑ์ตัดสินความจริง คือ การใช้งานได้ ความสำเร็จประโยชน์ในทางปฏิบัติ ความมีอัตถประโยชน์ คือ พิจารณาจากความสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เป็นจริงคือ สิ่งที่มีประโยชน์ ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทฤษฎีปฏิบัตินิยมเกิดจากความบกพร่องของทั้งสองทฤษฎีแรกข้างต้น กล่าวคือ ทฤษฎีสหนัย มีความบกพร่องตรงที่ว่า ถ้าความรู้เดิมผิดพลาด ความรู้ที่เราได้รับมาใหม่ ก็จะต้องผิดพลาดด้วย ทฤษฎีสมนัยมีความบกพร่องตรงที่ว่า ในโลกนี้มีแต่ความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ดังนั้น สิ่งที่คิดว่าเป็นความจริงในขณะนี้อาจจะไม่ตรงกับความจริงในอนาคตก็ได้ ดังนั้นจึงมีผู้เสนอให้ใช้ทฤษฎีปฏิบัตินิยมแทน


ข้อควรระลึกเสมอ ตามศาสนาพุทธก็คือในบรรดาทฤษฎีทั้งสามนี้ ไม่มีทฤษฎีใดสมบูรณ์แน่นอนตายตัว ขนาดที่ว่าสามารถจะนำไปใช้ได้กับทุกกรณีทุกที่ทุกสถานการณ์ ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีล้วนมีข้อจำกัดในการนำไปใช้ เช่น ทฤษฎีสหนัยใช้ได้ดีกับความจริงทางคณิตศาสตร์ ส่วนทฤษฎีสมนัยนั้นใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องหรือความจริงทางวิทยาศาสตร์ และถ้ายังไม่พอใจวิธีการ ทั้งสองนั้นก็น่าจะลองหันมาใช้ทฤษฎีปฏิบัตินิยมดูได้ เพราะทฤษฎีปฏิบัตินิยมเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในทางศาสนา และคำสอนในทางศาสนา หากไม่มีการปฏิบัติย่อมจะไม่เกิดผลใด ๆ ขึ้น ตัวอย่างเช่น ในทางพระพุทธศาสนามีคำสอนที่นำชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ ที่เรียกว่า "นิพพาน" หรือ "อรหันต์" ใครก็ตามที่บรรลุถึงจุดนี้ได้ จะต้องถือปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรคมีองค์ 8 โดยเคร่งครัด ตามหลักมัฌชิมาปฏิปทา หาไม่เช่นนั้น การศึกษาเล่าเรียนโดยไม่ปฏิบัติ ก็จะได้เพียงเรียนรู้จดจำ จะไม่มีโอกาสเข้าถึงสัจจะคือ นิพพาน ตามอุดมการณ์สูงสุดของพระพุทธศาสนาได้เลย


http://www.thaiadd.net/



http://www.oknation.net/blog/shukur/2010/11/14/entry-1
 
 
 
 
** วัคซีนป้องกันโรคอกหัก **

 
 
  วัคซีนที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันโรคอกหัก คือ
"ต้องไม่ผลีผลามไปคิดรักใครอย่างเด็ดขาด"

  "อกหัก" คืออะไร ถ้าตอบตามพจนานุกรมไทย
คือ อาการของคนที่พลาดหวังในความรัก
ที่จริงความรักแบบหนุ่มสาว หรือ แบบชีวิตคู่ นี้
จะมีความทุกข์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
อย่างที่ท่านเคยพูดไว้ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์"
แต่อาการอกหักนี้ จะเป็นความทุกข์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย
คือ เมื่อเราเกิดความรักขึ้นมาเมื่อใด แล้วไม่ได้รับการสนองตอบ
ก็จะเกิดการทุกข์ใจขึ้นมาทันที เข้าหลักพุทธธรรมที่ว่า
"มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น ๆ ก็เป็นทุกข์ "


  คนเรานั้นไม่สามารถที่จะไปบังคับใจให้ใครมารักเราได้ตามความปรารถนาได้
และเมื่อเรารักใครแล้วมันไม่สมปรารถนา ผลก็คือจะเกิดอาการ "อกหัก"
หรือความรู้สึกพลาดหวังจากความรักโดยอัตโนมัติ
นี้เป็นกฏที่เป็นไปตามหลักเหตุผลตามธรรมชาติ


  "การไม่ผลีผลามไปรักใครอย่างเด็ดขาด"
จึงสามารถป้องกันอาการอกหักได้อย่างแน่นอน
 
 
                                                                                                       
 
 

  "โห..! พี่ เล่นบอกไม่ให้รักใครอย่างนี้ พูดง่ายดี แต่ทำยากนะพี่
แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ให้ไปรักใครแล้ว
ผมมิต้องอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต ลูกเมียไม่ต้องมีเลยเรอะ อย่างนี้ก็ตายพอดีสิ"


  แน่นอนว่าเสียงคำทักท้วงประเภทนี้จะต้องมีแน่ จึงขออธิบายต่อไปเลยว่า
คำว่า "ไม่ผลีผลามคิดรักใคร" นั้น คงต้องเข้าใจคำว่า "ผลีผลาม" ให้ชัดเจนเสียก่อน


  คำว่า"ผลีผลาม" หมายถึงการกระทำใดใด ที่ขาดสติ รีบร้อนรนด่วนกระทำ
มีผลให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะการกระทำของตนนั้น ๆ


  ยกตัวอย่าง คนที่มีนิสัยผลีผลาม เมื่อมาเห็นชามน้ำแกงเดือด ๆ
มีลูกชิ้น หมูสับ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น
ด้วยความอยากของตัวเอง เขาจึงรีบเอาช้อนตักน้ำแกงเดือดนั้นซดเข้าปากทันที
ผลจากการผลีผลามด่วนกระทำลงไปเป็นเช่นไรก็คงจะเดากันได้
 
 
 
                         
 
 
  ตามหลักพุทธศาสนา
ท่านว่ายังมีความรักอีกประเภทหนึ่งที่มีไม่มีโทษ
มีความบริสุทธิ์ เกื้อกูลต่อสุขภาพจิต
เป็นความรักที่ปราศจากขอบเขต
ที่เรียกว่า "เมตตา"


  พระพุทธเจ้าของเรามีความรักแบบ"เมตตา"อย่างไม่มีประมาณ
ท่านจึงสอนบ่อยๆ ในพระไตรปิฎก
ให้ชาวพุทธให้รู้จักเจริญเมตตาทุกลมหายใจเข้าออก
เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพจิต ทำให้มีสติปัญญาแจ่มใส
และอานิสงส์ที่คิดว่าน่าจะถูกใจสำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ก็คือ "เมตตา"
จะทำให้ผู้เจริญภาวนานั้นกลายเป็นบุคคลที่เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย


  "เมตตา" เป็นสิ่งที่เราสามารถฝึกฝนได้เป็นประจำทุกวัน
คนที่มีเมตตาเวลาเขาได้พบเห็นใคร เขาก็จะมีเมตตากับคนนั้นก่อนเลย
โดยไม่เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เป็นคนหนุ่มสาวหรือคนชรา
ความเมตตาเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐาน
ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์
ความรักชนิดนี้มีอยู่ในใจของผู้ใดแล้ว
ความรู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวของผู้นั้นก็จะหมดไปเอง...
 
            
 
 

  แล้วทีนี้ในความสัมพันธ์ทางสังคม
เมื่อเราได้มีโอกาสพบปะผู้คน ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน
เราก็จะได้รู้จักผู้คนมากมาย
ในจำนวนนี้อาจจะมีเพศตรงข้ามที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรา
ที่อาจจะเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรา


  ในขั้นแรกของความสัมพันธ์ที่ดีคือ
"มิตรภาพในเชิงเมตตา"
คือ มองเห็นเพศตรงข้ามเหมือนญาติสนิท
มีความรักใคร่กันเหมือนญาติพี่น้อง ช่วยเหลือกันและกัน
ทีนี้เมื่อมีความสนิทสนมรู้จักนิสัยใจคอกันมากขึ้น
ได้เห็นข้อดีข้อบกพร่องของแต่ละฝ่ายและยอมรับกันได้
ความรักในเชิงหนุ่มสาวก็จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาเอง
ในบางครั้งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ลำบากด้วยกัน
ย่อมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ตรงนี้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตามธรรมชาติมันก็เกิดขึ้น
และก่อตัวเป็นความรักแบบหนุ่มสาวขึ้นมาอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ


  นี้คือวิธีเลือกสรรคู่ชีวิต
ด้วยการน้อมนำคุณธรรมข้อ "เมตตา" มานำชีวิตให้ดำเนินไป
ความรักแบบนี้จึงไม่สะเปะสะปะ ไม่ต้องไปเที่ยวรักคนนั้นคนนี้ทั่วทิศทั่วแดน
กลายเป็น "คนเหงาจังเลย" อย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป


  อนึ่ง พึงควรระวังไว้ว่า ความรักที่ปราศจากความเมตตานั้น
เป็นความรักที่เอาเปรียบกันได้ง่าย
บางทีถึงขึ้นหลอกลวงกัน หรือ ก่ออาชญากรรม


  แน่นอนที่สุด คนที่ชอบรักแบบผลีผลาม
ก็ย่อมจะต้องพบกับอาการ"อกหัก" อย่างแน่นอนที่สุด ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย
 
 


"รักอย่างมีสติ" จะห่างไกลจากคำว่า "อกหัก"
เพราะ รักนั้นเริ่มต้นด้วยคุณธรรม ไม่ใช่เอากิเลสมานำ
ความเมตตาจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ
ให้เรามีความสัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ในหนทางที่ถูกต้อง


คนที่มีเมตตาประจำใจย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ในบรรดาผู้คนทั้งหลายที่มารักใคร่เรา
ในจำนวนนั้นย่อมจะมีคู่ชีวิตในอนาคตของเราอยู่ในนั้นด้วย


  ให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ
แล้วชีวิตของเราก็จะสมดังความปรารถนา  โดยไม่ต้องไปเที่ยววิ่งแสวงหาแต่อย่างใด
 
 
 
 
ขอบคุณที่มา :-http://www.star4life.com/forum/index.php?topic=325.0